KlaR's profileKlaguttsuto's spacePhotosBlogListsMore ![]() | Help |
Klaguttsuto's space:The 24th...อุปสรรคมีไว้ทำลาย... |
|||||||||||||||||
|
|
ขอบคุณสำหรับการเข้าเยี่ยมชม! คับ
|
|||||||||||||||
|
25 September อกหัก?? บางทีความรักมันจะมาโดยไม่บอกกล่าว และบ่อยครั้ง ที่มันจะเกิดขึ้นกับคนคนเดียว ฝ่ายเดียว แล้วสุดท้าย ก็ต้องเผชิญ กับการ อกหัก ซะมากกว่า เราพยายามจะขุดคุ้ยแง่ดีจากความทุกข์ใจ เพื่อปลอบใจตัวเอง บางสิ่งบางอย่างช่างไม่มีเหตุผล เลยจริงๆ ผมต้องคอยเตือนสติตัวเอง ว่าต้องเข้มแข็ง เมื่อไหร่ก็ตาม ที่เรายอมแพ้ อารมณ์ของตัวเอง ความหายะนะมักจะเกิดขึ้นเสมอ อกหัก รักข้างเดียว หรอ? ดีๆ...อย่างน้อยก็รักคนเป็น (อันนี้ Basic) ดีๆ...อย่างน้อยก็มีเพื่อนเพิ่มอีกคน ดีๆ...อย่างน้อยเราก็จะเข้มแข็งขึ้นเมื่อเราเอาชนะใจตัวเองได้ ดีๆ...จะได้เสียน้ำตาแค่รอบนี้รอบเดียว ดีๆ...เราจะได้ไม่เกลียดใครตอนเราเลิกกัน ดีๆ...จะได้เลือกเที่ยวคนเดียว กินข้าวคนเดียว ตามใจตัวเอง ดีจะตาย ดีๆ...จะได้อยู่กับเพื่อนมากขึ้น ดีๆ...จะได้โทรศัพท์คุยกับแม่มากขึ้น ดีๆ...อย่างน้อย จะได้ไม่เสียตัง ตอนจีบ (เสียตังให้คนไม่รักเรา เสียไปทำอะไร) ดีๆ...จะได้มีเวลากับตัวเองมากขึ้น บางคนชอบหลอกตัวเอง ชอบคิดว่าอีกฝ่ายยังชอบเรา...อีกฝ่ายเค้าสนเราอยู่ ขอได้ตาสว่างเถอะ...เราหลอกตัวเอง จริงๆนะ เอาไว้ถ้ามันสนใจเราจริงๆ มันต้องทนไม่ได้ มาบอกเราเองแหละ ทำตัวให้โสด และสดใส มันทำให้เราดูมีค่า มากกว่า หงอยเป็นผี ไม่มีใครสนใจหรอก สุดท้ายเราก็ต้องมาเลียแผลตัวเอง เป็นกำลังใจให้คนอกหักทั่วโลก ครับ 10 February เคยให้ใครยืมเงินหรือเปล่า*หมายเหตุ: เรื่องนี้อ้างอิงมาจากเรื่องจริง แต่มีการบิดเบือนเนื้อเรื่องนิดหน่อย เพื่อไม่ให้คนอื่นพาดพึงหรือจินตนาการหน้าตาถึงบุคคลที่สามได้ (เดี๋ยวจะหาว่าขายเพื่อน) แต่ทำไมกูต้องเกรงใจแมร่งพวกมานฟระ
เวลาไม่มีเงินจะทำอะไร โลกมันช่างดูน่าเบื่อจริงๆสำหรับผม
ไม่ว่าใครจะมาชวนไปไหนทำอะไรในช่วงนั้น ผมมักจะอ้างด้วยเหตุผลร้อยแปด เพื่อจะบอกใครๆว่าผมไม่ว่าง แทนที่จะบอกให้เค้ารู้ว่าผมไม่มีเงินไปเที่ยวเลย "กล้า กูขอยืมเงินหน่อย เดี๋ยวกูคืนอีก 5 วัน" มีเพื่อนคนหนึ่งโทรมาขอยืมเงินจากผมทั้งๆที่ร้อยวันพันปี มันไม่ค่อยจะติดต่อมาหรอก
"คือ มึงจะเอาเท่าไหร่ละ" ผมถามมันเผื่อว่าคำตอบมันจะน้อยกว่าที่คิดไว้ เพื่อพอจะช่วยอะไรมันได้บ้าง "คือกูต้องไปจ่ายค่าเรียนภาษาอังกฤษ 2 หมื่นหวะ แต่กูมีหมื่นเดียว ขอยืมซัก หมื่นนึงดิ" "หะหะ เมิงมายืมผิดคนแล้วแหละ กุมีทั้งเนื้อทั้งตัว 2 พันทั้งเดือนนี้" "เออ กูเอา 2 พันก็ได้" มันตอบได้อย่างทันใจ "มึงไม่คิดจะให้กูแดกเหี้ยอารายใช่ไหม เอางี้กูให้มึงพันนึงละกัน แบ่งใช้คนละครึ่ง"ไม่มีแดก แต่ผมก็หน้าด้านเป็นคนดี "เออ พันนึงก็แล้วมึงจะให้กูเอาเงินกับมึงยังไง" เหมือนผมขอร้องให้มันมายืมเงินเลยเนอะ "มึงได้โปรดส่งเลขบัญชีมาให้กรูสิครับ กูจะโอนให้" ในหัวผมตอนนั้นไม่ได้นึกเลยว่าตังในเลขบัญชีของผมมีไม่ถึง หนึ่งพันบาท หลังจากที่บทสนทนาจบ ผมก็พยายามจะนึกถึงแหล่งเงินที่ผมมีอยู่
เอาละ มีอยู่ในกระเป๋าตัง สองพัน ในบัตรเครดิตก็พอจะกดได้ ถึงแม้ว่าวงเงินมันเริ่มจะปริ่มๆแล้ว (ความจริงไม่อยากจะใช้เล๊ย) เออ จริงสิ ผมมีลูกหนี้อยู่สองคน คนนึงติดผม สองพัน (คนนี้ติดมาเป็นชาติและมันก็พึ่งได้งานใหม่ที่เงินเดือนสูงกว่าผมมากเลยละ) อีกคน ติดพันนึง ผมเป็นคนนิสัยเสียอยู่ 2 อย่างคือ อย่างแรกคือผมยืมตังใครถ้าไม่เห็นหน้าก็จะไม่โอน นอกจากเจอตัวจะควักให้ แต่ไอ้คนไหนมาขอยืมจะชอบโอนให้
คือไม่ค่อยอยากจะเห็นหน้ามัน เอิ๊กๆ ผมจึงอยากจะโอนให้มันมากกว่า ข้อเสียอีกอย่างที่ผมไม่ควรจะเป็นคือ ผมไม่ชอบทวงตังใคร ผมจะรู้สึกเกรงใจทุกทีที่ต้องโทรไปทวงตังกับใคร (ทั้งๆที่มันก็ตังกรูน๊า) แน่นอน ครั้งนี้มันก็ลำบากใจน่าดูที่จะต้องไปทวงตังใคร ผมจึงเลือกโทรหา เพื่อนที่มันติดตังผมมากกว่าก่อน
................ "ตู๊ดๆๆๆๆ ตู๊ดๆๆๆ" นานสองนานไม่มีคนรับ มันไม่รับตูจริงๆหรือตั้งใจไม่รับวะ งั้นโทรหาลูกหนี้รายที่สอง
"ฮัลโหล เห้ยมึงอยู่ไหนวะ" ผมทำท่ารีบถามเรื่องอื่นเดี๋ยวมันจะว่าผมตั้งใจมาทวงตัง (สมบัติของผู้ดีเข้าสิง ทั้งที่ย้ำอีกทีว่า มันก็ตังกรูน๊า" "เออ กล้าหรอ กูอยู่ระยองหวะ" มันตอบอย่างเรียบเรียบ "เห้ย มึงทำงานอยู่กรุงเทพไม่ใช่หรอ มึงไปทำห่าอะไรที่ระยองวะ" ผมยังคงไม่วกเข้าเรื่องเงิน ในใจอยากให้มันพูดขึ้นมาก่อน "ที่บริษัทกูเค้าเลี้ยงหวะ มันมาเปิดเพลนใหม่ที่ระยอง กูเลยมา" มันยังไม่ใช่สิ่งที่ผมหวังจากมัน "อ่าวหรอ แย่จัง กะว่าวันนี้จะชวนเมิงไปเที่ยวซะหน่อย" ทั้งๆที่วันนี้ ผมพึ่งปฏิเสธเพื่อนกลุ่มหนึ่งว่าจะไม่ไปกินเหล้ากับมัน แล้วทำไมกูต้องโกหกละเนี่ย (ทั้งๆที่มันตังกูน๊า) "เออ เห้ยกล้ากูไม่ค่อยสะดวกหวะเสียงดังมาก เอาไว้ค่อยคุยกันนะ" แล้วมันก็วางสายไป ทั้งๆที่คำว่าเงินไม่ได้หลุดออกจากปากทั้งผมและมัน แล้วผมจะไปเอาเงินที่ไหนไปให้ไอ้อีกคนยืมละเนี่ย (ทำไมกูต้องลำบากขนาดนั้น)
และแล้วผมก็กดโทรศัพท์ ไปหาไอ้คนแรก
"เห้ยกูไม่มีเงินในธนาคารหวะ กูมีแต่เงินสดหวะ" ผมจำใจที่จะต้องพูดความจริง "อ่าวหรอ ไม่เป็นไร (อ่าาาา มึงจะไม่ยืมกูแล้วใช่ไหม) ...... เอางี้เด๊วกูไปเอาที่หอเมิงละกัล ตอนนี้มึงอยู่หอไหมวะ" (ไอ้แสดเอ๊ย เมิงสงสารกูไหมเนี่ย) "เออ มาถึงก็บอกละกัล" เห้อ..... หลังจากที่มันมาเอาเงินจำนวนหนึ่งพันบาทไปแล้ว
ผมก็มาเปิดดูเงินในกระเป๋าตังอีกครั้ง เพื่อจะคำนวณเงินใช้ชีวิตอีก 5 วันที่เหลือ "ห้าร้อยบาทกับอีกห้าสิบสตางค์" เวรกำ ของผมจริงๆ ความจริงแล้วครับทุกคน ผมควรจะบอกมันตั้งแต่แรกว่าผมไม่มีเงิน และไม่ให้มันยืม ผมก็คงไม่มานั่งเครียดอย่างนี้
และอาจเป็นกรรมตามสนองที่ผมเคยยืมเพื่อนคนหนึ่ง 500 บาทเป็นชาติ แล้วเพิ่งจะคืนมันไม่นานนี้ เหตุเพราะ ผมขี้เกียจโอน และ ขอให้คนที่เป็นหนี้ เพื่อนทุกคนรู้ไว้เลยน๊าคราบ ถ้าเพื่อนคุณมันไม่ทวงตังเนี่ย ไม่ใช่ว่ามันมีตังใช้อย่างสบายๆนะครับ ฮือๆๆๆ ติ๊ดๆๆ
อ่ามีเสียง SMS เข้า อ่อจากไอ้คนแรกที่มันไม่รับสายนี่เอง มันส่งมาเป็นภาษาอังกิตครับ แต่ผมขอแปลเป็นไทยคร่าวๆว่า "กล้า วันที่ 30 นี้ (อีก20วัน) เราจะส่งเงินคืนแกนะ เอาไป 500 ก่อน (เราขอผ่อนเป็น 4 งวด) ขอบใจมากนะ" ??? 18 November ความพยายาม...เวลา...
ไม่ได้ซับซ้อน เข้าใจกันง่ายๆ
เวลา...
มันผ่านไปเรื่อยๆ
เวลา...
ไม่ว่าจะสุข เศร้า หรือเสียใจ จริงๆเล้วก็ไม่ได้เดินเร็วหรือช้าต่างกัน
เวลา...
ไม่ได้สนใจอารมณ์ของใคร "ฉันมีหน้าที่ผลักดันให้วินาทีเคลื่อนไปทีละ 1 วันเคลื่อนไปทีละวัน ปีเคลื่อนไปทีละปี ตามที่มีคนกำหนดให้ฉันทำไว้แบบนี้"
ผมตื่นขึ้นและเริ่มต้นนับ 1 ทุกๆครั้ง ทั้งๆที่ก็รู้ดีเมื่อมองตัวเองผ่านหน้ากระจก "นายคิดว่าตัวเองจะเดินไปได้ไกลขนาดไหน" ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ เลข 100 กับเลข 1 ล้านของผมมันจะมาถึง
ผมทิ้งให้เวลามันเดินผ่านไปเรื่อยๆ มัวแต่ถามตัวเองเรื่องเดิมๆ ว่า "ความพยายาม" ของตัวเองอยู่ที่ไหน การเอาชนะใจตัวเองมันช่างยากเย็นอย่างยิ่ง
และเช้าวันนี้ผมได้เริ่มต้นนับ 1 อีกครั้ง
เปิดคอมพิวเตอร์ และนั่งคิดล่องลอย ในเช้าวันอาทิตย์ วางแผนให้ตัวเองต่างๆนาๆ ทั้งๆที่รู้ดีว่าทำมาตั้งหลายครั้งแต่ก็ยังทำไม่ได้
เปิดดูมือถือ มีมากมายหลาย Miss call ทั้งๆที่บางสายก็รู้แต่ไม่อยากจะรับ เพราะความเซ็งในนิสัยตัวเอง
ร้องว่า "ฮึดช่า" มาหลายต่อหลายครั้ง มันก็มีแรงเฉพาะช่วงนั้น
ถามว่าจะยอมแพ้หรอ ต่อความแย่ของตัวเอง เปล่าเลย... ผมพร้อมที่จะเริ่มต้นนับ 1 เสมอ และพยายามก้าวไปสู่การนับเลข 2 ให้ได้
ครั้งนี้ คงจะยอมให้เวลาวิ่งนำเลยไปไม่ได้ เพราะไม่ว่าจะตัดสินใจทางใด ชีวิตก็ต้องเปลี่ยนไป
เหรียญ 10 เหรียญ นั้นมันอาจจะไปอยู่กับใครคนหนึ่งแล้ว (ใช้ซื้อของไป 555+) ครั้งนี้ผมคงต้องพึ่งพาเค้าอีก แต่ไม่ว่าจะออกอะไร "ผมก็จะไปเหมือนเดิม"
ความทะเยอทะยานของตัวเองมันช่างเอาแต่ใจเหลือเกิน รู้สึกกลัวในการตัดสินใจ แต่ก็คอยคิดอยู่เสมอว่า "ตายไปจะพอใจไหม"
คิดเห็นแก่ตัวทีไร ชอบรู้สึกว่าตัวเองทำเรื่องแย่ๆกับคนอื่น ไม่รู้ว่าจะพูดยังไง ใจของตัวเองไม่ยอมตอบคำถามนี้เลย โธ่...
จะทิ้งมันดีไหม แล้วเลือกความสุขนั้น
จะเลือกความคิดเพ้อฝันนั้นดีไหม แต่ต้องทิ้งความสุขนั้น
ผมกลับที่จะเลือกความเพอฝันนั้น
ผมนี้มันบ้าจริงๆ 04 November Married Friendเที่ยงคืนของวันที่ 2 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งเวลานั้น ผมควรที่จะรีบนอนเก็บเวลาเพื่อตื่นไปทำงาน เวลา ตี 4 ยี่สิบ (จะเหลือเวลานอนอีก 4 ชม. 20 นาที เหอๆ คนสู้ชีวิตคับ) แต่ดันเกิดความคิดอยากจะเช็คคุณแมว (Email) ขึ้นมา ถึงกับอึ้ง...ทึ่ง... และเสียว... เย้ย! อันหลังไม่ใช่ละ กับ คุณแมว หนึ่งฉบับ...
"เรียนเชิญ เพื่อนๆ MIS ทุกคน ส่งการ์ดมาให้ [ตอนแรกกะงง มันองค์กรอารายว่า แต่ก้อมาอ๋ออีกทีว่าเป็นชื่อคณะ คณะหนึ่ง]
สวัสดี เพื่อนๆ MIS
เพื่อนๆ คงสบายดีกันนะ ก็ไม่มีอะไรมากมายหรอก จะมาบอกข่าวดีว่าเค้าจะแต่งงาน(ตะลึงอ่ะดิ5555) นั่นแหล่ะ งานจะจัดขึ้นในวันที่ 17 พ.ย. 2550 (จัดที่เมืองเลย) และวันที่ 18 พ.ย. 2550 (จัดที่เชียงใหม่) ถ้ายังไงก็ขอเชิญเพื่อนๆ ทุกคนนะ หากใครจะมาร่วมงานก็ช่วยบอกเค้าก่อนล่วงหน้านะเค้าจะได้เตรียมจองห้องไว้ให้ หลายคนคงสงสัยว่าผู้ชายคนนั้นเป็นใครมาจากไหน ไปเจอกันได้ยังไง คบกันตั้งแต่เมื่อไหร่ เดี๋ยวเค้าจะเล่าให้ฟัง ผู้ชายคนนั้นชื่อว่า สุพจน์ ศิริรัตนาวราคุณ (พี่พจน์) อายุ 29 ปี เป็นคนเชียงใหม่ อาชีพ เดิมเป็นทนายความ ตอนนี้เป็นอาจารย์สอนที่คณะนิติศาสตร์ที่ มหาวิทยาลัยโยนก จ.ลำปาง เจอกันได้ยังไง เป็นเพื่อนกับพี่สาวเค้าก็เลยรู้จักกัน แต่ก็ไม่เท่าไหร่ จนกระทั้งได้ทำโปรเจคจบที่ทำเกี่ยวกับกฎหมาย ซึ่งตอนนั้นมีปัญหาว่าจะไปเอากฎหมายตัวไหนมาทำเป็นคำสำคัญในการค้นหา เลยนึกขึ้นได้ว่าพี่มีคนที่รู้จักเป็นทนาย ก็เลยได้รู้จักกันตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมาแต่ก็ยังไม่ได้เจอตัวจริงกันหรอก ตอนนั้นพี่พจน์กำลังเรียนโทรามเชียงใหม่อยู่ บังเอิญที่รามเชียงใหม่ไม่ได้เปิดรายวิชาตัวหนึ่งแต่ที่รามบ้านไผ่เปิด พี่พจน์ก็เลยได้ลงทะเบียนมาเรียนวิชานั้นที่รามบ้านไผ่ เมื่อได้มาเรียนที่บ้านไผ่ก็เห็นว่ามันใกล้กับสารคามก็เลยแวะมาเจอเค้ากับพี่สาว และตอนนั้นก็ทำให้เค้ากับพี่พจน์ได้เจอกัน คบกันตั้งแต่ตอนไหน ก็คบกันก่อนรับปริญญานิดนึงอ่ะ ช่วงที่รับพี่เขาก็มานะ แต่คงไม่มีใครสังเกตุเห็น นั่นแหละ เป็นเรื่องย่อๆ ที่หลายๆคนคงสงสัยกัน หากมีเพื่อนๆ คนไหนทราบข่าวนี้ก็ช่วยบอกต่อแล้วกันนะ เพราะว่าเค้าไม่ได้ส่งไปให้เพื่อนๆ หมดทุกคนอ่ะ(ไม่มีเมลล์) แล้วก็ต้องขอโทษด้วยที่ส่งการ์ดมาทางอีเมลล์ไม่ได้ส่งการ์ดตัวจริงไปให้ เพราะเพื่อนหลายคนเค้าไม่มีที่อยู่ มีแต่เมลล์เนี่ยแหละที่ติดต่อกับเพื่อนๆ ได้ เอาเป็นว่าเค้ามาบอกข่าวแล้วกันนะ ขอให้เพื่อนๆ โชคดีแล้วกัน"
อรวรรณ หรือ "นังออ" เรารู้จักกันครั้งแรกตอนไหนน๊า...
ม. 1... ผมจำไม่ได้หรอกว่าคำแรกที่ผมพูดกับมันคือคำว่าอะไร อรวรรณ เป็นผู้หญิงที่มีทักษะ ด้านกีฬาสูงระดับหนึ่ง เธอเป็นเหมือนทอมบอย (แต่มันก็ยืนยันว่าตูเป็นผู้หญิง ตอนนี้ตูเชื่อละ หรือมันแต่งงานบังหน้ากลบข่าวทอมว่ะ 555+ ล้อเล่นๆ) ตอนช่วง ม. 1 นั้น ห้องเรียนของเราเป็นห้องสุดท้าย (ห้อง 10) ที่เค้าว่ากันว่าคัดเด็กหัวกะทิ (เน่าๆ) มารวมกัน เราได้คุยกันมากขึ้นก็ตอนที่เรา เข้าไปเล่นกีฬาสี ด้วยกัน อรวรรณ จะเป็นแม่ทัพ ในกีฬาวอลเลย์บอล เสมอๆ แต่สมัยนั้นฝีมือผมไม่ค่อยเข้าขั้น เลยทำได้แค่นั่งมองในสนาม เค้ามักจะกรี๊ดกร๊าดความเท่ของคุณอรวรรณ อิอิ ผมเองก็ยังเห็นว่ามันเท่ห์เจงๆ
ช่วง ม.ต้น ในห้องของเราจะสนิทกันทั้งนั้น ไม่ค่อยมีกลุ่มที่ชัดเจน ไปไหนมาไหนก็สนุกสนานกันดี มีครั้งหนึ่งที่ผมจำได้ตอนเราจัดงานปีใหม่ ห้องเราจัดได้สนุกสนานที่สุดเลยนะ
พอมา ม.ปลาย เราเริ่มแยกย้ายกันไป ตามความถนัดของสาขาด้านการเรียนที่ชัดเจนยิ่งขึ้น และทางโรงเรียนก็พยายามจะคละคนเก่งๆแยกไปเป็นห้องๆไป ไม่ให้รวมกันเหมือนเดิม แต่ด้วยความโชคดีหรือโชคร้าย 555+ ที่ผมกับออ มาอยู่ห้องเดียวกันอีก
ในช่วงม.ปลาย ออ จะมีกลุ่มเพื่อนที่ชัดเจง นั่นคือ กลุ่ม "GU" ประกอบไปด้วยสมาชิก ออ เปีย จอย(แว่น) แจ็ค บอย(เหลิม) เดียร์ ดาว โอ หยา ยา เอ๋ ...(กำลังคิดอยู่ว่าใครอีกว่ะ)...บักต้น ด้วยป่าวว๊า อา...เอาเปนว่าครบละกัล 555+
ส่วนผมจะเป็นกลุ่มที่ต้องมั่วกับทุกคน แถมไม่มีชื่ออีกต่างหาก 555+ เลยมีโอกาสที่จะไปมั่วสุมกะแก๊งค์นี้บ้างตามโอกาส
หลังจากเราจบการศึกษา และแยกย้ายกันไปตามมหาลัย ผมก็ยังมีโอกาสคุยเอ็มกับนังออ อยู่บ้าง มีบางช่วง บ่อยจน ไม่รู้จะคุยอะไรกัน แล้วคุณ ออเธอก็เป็นคนที่ไม่เคยขาดการติดต่อเพื่อนๆ และจะโทรมาหาเพื่อนๆเสมอ ผมเองก็ได้รับโทรศัพท์จากออบ่อยๆเช่นกัน
แต่ใครจะเชื่อว่าคนที่ไม่เคยมีเรื่องกุ๊กกิ๊กให้ได้ยินเลยอย่างคุณ ออ เนี่ย โผล่มาปั๊บจะได้ยินคำว่า "ชั้นจะแต่งงาน" ให้ได้ยิน
เร็วเหมือนกันนะเนี่ย (ไม่ได้หมายความว่าออ แต่งงานเร็วนะ ดูจากอายุผู้ชาย น่าจะเหมาะแล้ว) เร็วที่การเปลี่ยนแปลงมันไปได้ไวเหลือเกิน ตัวผมเองยังคิดว่าตัวเองยังเด็กอยู่เลย ในขณะที่ใครหลายๆคน ใช้ช่วงเวลา แต่ละปี ได้แตกต่างกัน ด้วยสภาพแวดล้อม และความรู้สึกนึกคิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การเรียน การทำงาน ครอบครัว และความรัก
ไม่รู้ว่าจะได้ไปร่วมงานของ ออ หรือเปล่า แต่อยากไปมากๆ รอบัก 5 ปุ้ม คอนเฟิร์ม ว่ามันจะเคลียงานเส็ดไหม ค่อยตัดสินใจ
และข้อตกลงของเรา ที่ ออ ควรจะได้ คือ รูปที่เราพยายามรวบรวมกันตอนจบ ม.ปลาย ที่อาจารย์ติ๊ดให้ทำ และจะยกให้กับคนที่แต่งงานคนแรกของห้อง (ความจริงคนที่แต่งคนแรกคือ นังคุณตั๊ก แต่มีข้อตกลงหนึ่งของอาจารย์ติ๊ดคือ ต้องจบ ปริญญาตรีด้วย นังตั้ก เลยอด อิอิ)
คุณออครับ ขอให้คุณออมีความสุขกับการมีชีวิตคู่นะ ผู้ชายคนนั้น (พี่พจน์ อะ) โชคดีมาก ที่ได้ออเป็นคู่ชีวิต อย่าเพิ่งรีบมีลูกนะ รอตูก่อน 555+ มีอะไรก็โทรมาเล่าให้ฟังกันมั่งนะ แล้วจะพยายามทำตัวไปให้ได้ 555+
---------------------------------------------------------
ข่าวนี้ผมรู้ช้าไปหน่อย เพราะเมลล์ของออส่งให้ได้ก่อนหน้าวันที่ 2 ซัก อาทิตย์ คนที่รู้คนแรกคือแฟน และโอปอ แต่มันไม่มีใครโทรมารายงานกรู พวกเอ็งต้องตาย... (โอปอมันหนีหนี้ตูอยู่เลยไม่โทรใช่มะ ทีคนอื่นละโทรบอก เลวมาก...)
และอีกนิส เป็นคำถามคลาสสิกเมื่อผมได้คุยกับเพื่อนๆเรื่องงานแต่งงานของอรวรรณ
"แล้วของแกละ?" ของอารายครับ เหอๆ ชีวิตนี้ผมคงไม่มีวาสนาได้แต่งงานแล้วมั้ง (เพราะจะพาหนีเลย 555+) แฟนยังไม่มีเลยง่า... ฮือๆ
-------------------------------------------------------------
โอ้และด้วยความอนุเคราะห์ของคุณอรวรรณตัวเป็นๆ เธอได้อนุญาติให้เอารูปเธอและว่าที่เจ้าบ่าวมาลงเสปซผมได้ (ช่างเป็นเกียรติอย่างยิ่ง) และจัดการนำรูปหากินของเธอมามอบให้ทันที 555+ เอาลงช่วง เย็นๆ ดังนั้นคนที่อยากดูรูปมาดูใหม่เน้อ
อะแจ่มมะคับ ขอแสดงความยินดีกะออ อีกรอบน๊า ........ 23 September You Raise Me Up ... ความรัก ของโลกใบนี้
When I am down and, oh my soul, so weary .................................................................. "You raise me up" เพลงนี้ถูกเอามาร้อง 3 เวอร์ชั่นด้วยกัน
เวอร์ชั่นแรกเป็นของ Secret Garden โดยเวอร์ชั่นแรกที่ทำออกมาจะใช้ดนตรีจากขลุ่ยเป็นหลัก
ต่อจากนั้น ก็เป็น Josh Groban ที่เอามาร้องใหม่โดยดนตรีเน้นเสียงไวโอลีน และเน้นเสียงร้องที่ทรงพลัง
ส่วนเวอร์ชั่นที่เอามาให้ฟังกันเป็นของ 4 หนุ่ม Westlife ที่ยังคงการันตรีทั้งความเพราะและทรงพลังของเสียงร้องเช่นเดิม
เพลงนี้อาจจะมีเนื้อเพลงไม่เยอะเลย ว่ากันว่าเหมือนจะเป็นการเอากลอนพื้นบ้าน(ไม่ใช่กลอนประตูนะ) มาตบแต่งด้วยดนตรี จนออกมาเป็นเพลงนี้
ดังนั้นเพลงนี้ต้องอาศัยคนร้องและเสียงดนตรีให้เพลงออกมาไม่จำเจ
ตอนแรกที่ผมฟังเพลงนี้แทบไม่รู้เลยซ้ำไปว่าเนื้อเพลงมีแค่นี้ ซึ่งตอนหลังไป Search หาเนื้อเพลงดู ปรากฏว่า มันสั้นมากๆ แล้วก็วนเนื้ออยู่แค่ท่อนเดียวจนจบเพลง แต่ความหมายมันดีมาก และเพราะจับใจสำหรับคนที่ชอบดนตรีและเทคนิคการร้องที่ท้าทายแบบนี้
วันนี้ผมมาแนวไหนทำไมมีดนตรีในหัวใจเนี่ย 555+ (แถมเป็นเพลงที่ดังเมื่อชาติที่แล้วแล้วมั้ง)
เคยดูหนังเรื่อง "Love Actually" กันใช่ไหมครับ บังเอิญว่าผมดู MV ในเวอร์ชั่นที่ Westlife ร้องแล้วทำให้นึกถึงหนังเรื่องนี้ขึ้นมา
ว๊า...ว่าจะเขียนต่อ แต่ ว่ามันดึกแล้วต้องตื่นเช้าอะคับ ฟังเพลงไปก่อนนะ 555+ 09 September พื้นที่ใหม่...และสายฝนเมื่อคืนดูเอเอฟกันป่าวครับ เสียดายลูกโป่งกับพะแพงเนอะ อิอิ
ไม่ได้มาอัพซะหลายวันส่วนหนึ่งก็เพราะงานเยอะ อีกส่วนหนึ่งคือเขียนเรื่องนี้ค้างไว้ ไม่กล้าเขียนเรื่องอื่น (เอาจริงเอาจังมาก)
แต่ก็เขียนจนจบ อิอิ แต่ยาวขึ้น กลัวคนไม่อ่านกันจัง แล้วแต่ความชอบของแต่ละคนแล้วกันครับ อย่าลืมคอมเม้นต์นะ ขอบคุณครับ
..................................................................
"แย่จัง ฝนไม่ยอมหยุดตกซักที..."
"คุณอุ้ม จะออกไปไหนหรอครับ ?!" "อ่าวทำไมนายมา อยู่ตรงนี้เนี๊ย มายืนตรงนี้ระวังฟ้าผ่าเอาหรอก" บทสนทนา ระหว่างกรอบสี่เหลี่ยม ที่มีเพียงกำแพงที่ใช้แบ่งอนาเขตของห้องกั้น บรรยากาศในตอนนี้ถูกความมืดครึ้มของหมู่เมฆแทรกซึมความสว่างของช่วงเวลาสายๆในวันหยุดวันนี้ เสียงฝนที่ตกพรำๆ ถูกยกขึ้นมาเพื่อเป็นหัวข้อเริ่มต้นของการพูดคุยครั้งนี้ "อ่าวคุณอุ้ม ก็นี่มันห้องผมนะครับ ผมก็มายืนตรงนี้ได้สิ ถามแปลกๆนะครับ" "ตานี่ กวนนะยะ ไม่อยากจะคุยกับนายละ บรรยากาศก็เซ็งอยู่แล้ว มาเจอนายอีกเซ็งอีก" "ถึงเซ็งนักถ้ายอมรักผมก็เอานะครับ 555+" คุณอุ้มมองตาขวางใส่ผมก่อนจะเดินเข้าห้องของตัวเองไป ภายใต้บรรยากาศแบบนี้ คงมีผมคนเดียว ที่อยากจะนั่งเป็นสายล่อฟ้า เซึมซับเอาบรรยากาศที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ความจริงแล้วหฤดูฝนเป็นฤดูที่ผมชอบที่สุดในบรรดา 3 ฤดูที่มีในเมืองไทย อาจเป็นเพราะมีหลายเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับผมล้วนแต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในฤดูนี้ทั้งนั้น ผมพยายามเหลียวดูหน้าต่างอีกบานเพื่อมองหาคุณอุ้มว่าเธอจะมาแอบนั่งมองท้องฟ้าเวลานี้อย่างผมหรือเปล่า "คุณอุ้มครับ คุณอุ้มมีเรื่องเร่งด่วนจะออกไปไหนหรือเปล่า ผมให้ยืมร่มก็ได้นะ หรือจะให้ผมกางไปเป็นเพื่อน" ... "ไอ้ข้อหลังหน่ะฝันไปเถอะยะ ชั้นมีร่มของชั้นอยู่แล้ว ขอบใจที่มีน้ำใจ" ... "คุณอุ้มครับ มีเรื่องอะไรต้องรีบไปทำหรือเปล่า ดูไม่ค่อยพอใจอะไรนะครับ หน้าบูดมากไม่ดีต่อลูกในท้องนะครับ" ... "ตาบ้า......" ดูทีท่าคุณอุ้มคงไม่พอใจกับการตกของฝนในครั้งนี้ซักเท่าไหร่นัก หลายๆคนในชั้น 6 จะคิดยังไงบ้างนะ ผมเดินไปเปิดประตูห้องตัวเองเพื่อดูว่ามีใครอยู่ในห้องบ้าง ห้องไอ้ต่อล็อคแม่กุญแจตัวใหญ่จากด้านนอก แสดงว่ามันไม่ได้กลับมาห้องเลยตั้งแต่เมื่อคืนนี้ เพราะเมื่อวานมันบอกผมว่ามันอาจจะไปค้างห้องน้องปอยแฟนเก่าสมัยเรียนมหาลัยของมัน ส่วนห้องพี่วิภาคกับพี่จุ๋มยังเปิดประตูระบายอากาศอย่างที่เคยทำไว้ ส่วนอีก 3 ห้องที่เงียบสนิทจากห้องไอ้น้องบุ้งเด็กมหาลัยใกล้จะจบ ห้องพี่ฟานนักดนตรีแจ็สฝีมือดีที่ทำงานอยู่ร้านอาหารกลางซอย และห้องพี่เนมสาวสุดเซ็กซี่ที่ประวัติเธอเป็นปริศนาอยู่สำหรับผม แต่ดูเหมือนทั้ง 3 คนจะนอนอยู่ห้องนะตอนนี้ ผมปิดประตูห้องพร้อมกับเดินมาที่ระเบียงหน้าต่างที่คุยกับคุณอุ้มเมื่อกี้นี้เพื่อจ้องมองท้องฟ้าที่มืดครึ้มอีกครั้ง .....................
เพราะมนุษย์มีความทะเยอทะยานและมีความต้องการไม่รู้จักจบสิ้น ทำให้ทุกๆคนมี "ความฝัน" มาคอยกระตุ้นจิตใจและผลักดันการดำเนินชีวิตให้ดำเนินต่อไปด้วยความมุงมั่น ผมเองที่ต้องมาอยู่และใช้ชีวิตอยู่เมืองที่วุ่นวายหาความสงบได้ยากนี้ส่วนสำคัญก็คงเป็นเพราะ คำว่า "ความฝัน" เช่นเดียวกัน
วันนั้น...ฝนก็ตกอย่างนี้แหละ
"พี่ว่าพี่ไปหาผ้าใบมาคลุมของข้างหลังรถดีไหม ฝนตกแบบนี้ของข้างหลังรถเปียกหมดแน่ๆ หรือถ้าเรานั่งรอให้ฝนหยุดแบบนี้แบบนี้ กว่าจะถึงที่พัก ก็อีกกลัวจะดึกพอดี พี่จำได้ว่าพี่มีเพื่อนที่มีร้านซ่อมรถอยู่แยกที่จะถึง เดี๋ยวพี่จะนั่งมอเตอร์ไซด์รับจ้างไปเอาผ้าใบมาไหม"
"ไม่เป็นไรครับพี่ ผมเกรงใจนะเนี่ย พี่นั่งมอไซด์ไปพี่ก็เปียกหมดแน่ๆ ผมรอได้ครับ มาช่วยผมขนของแบบไม่คิดเงิน แล้วยังทำให้ขนาดนี้ผมก็ขอบคุณจนไม่รู้จะตอบแทนยังไงแล้ว"
"เห้ย ไม่เป็นไร ไอ้น้อยพี่แกมันก็เพื่อนแฟนพี่ มันเคยช่วยอะไรพวกพี่ตั้งเยอะ พี่ก็ต้องช่วยตอบแทนมั่งสิ เอาหน่าอย่าคิดมาก เหมือนฝนจะเบาๆลงแล้ว ไปเลยดีไหม"
"อ่า.. ครับๆ ไปเถอะ ใกล้ถึงแล้วหละครับ"
ฝนที่กระหน่ำตกในวันนั้น ทำให้ฟ้าดูหมองมัวและยิ่งเพิ่งความมืดมนผสมไปกับบรรยากาศช่วงประมาณ 6 โมงเย็น มันทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่า ผมเลือกทางเดินในชีวิตถูกแล้วใช่ไหม ความสุขสบายที่ผมหนีมันออกมามันจะคุ้มค่ากับการตัดสินใจครั้งนี้แค่ไหน แต่ดูท้องฟ้าในวันนี้เหมือนจะไม่ค่อยยินดีกับการมาในครั้งนี้ของผมเท่าไหร่นัก
"มันตกลงว่าฝนจะตกอีกหรือว่ามันมืดแล้วนะเนี่ย 555+" พี่เจษ ผู้ใจดีที่มาช่วยผมย้ายของบ่นกับตัวเอง
"พี่เจษ ใกล้ถึงแล้วครับ พี่ U-Turn ตรงนั้นแล้วพี่ก็เข้าซอยแรกเลยนะครับ"
....
ตอนผมมากรุงเทพฯครั้งแรกๆ ผมก็มาในคราบนักศึกษา ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางเพื่อนๆที่เป็นเด็กๆรุ่นเดียวกันมาจากต่างที่เหมือนกัน แต่ตอนนี้ผมเป็นคนทำงานคนหนึ่งรูปแบบการใช้ชีวิตมันจะเหมือนกันกับการมาในแบบนักศึกษาไหม ผมไม่ได้กินข้าวได้ส่วนลดแบบนักศึกษา เข้าสถานที่หรือซื้อบัตรรถไฟฟ้าราคานักศึกษาแล้วนะ มันจะเป็นจุดเริ่มต้นแบบไหนกัน แล้วที่พักที่ผมจะไปอยู่จะเจอคนแบบไหนกัน
อพาทต์เม้นท์ "สกุลชร เอสที" ผมและพี่เจษมายืนอยู่ที่หน้าตึก 7 ชั้นแห่งนี้แล้ว พี่สาวผมหรือพี่น้อย เป็นคนจองที่พักนี้ให้ผม ซึ่งผมก็ยังไม่รู้เลยว่าที่นี่เป็นยังไง ห้องขนาดเท่าไหร่ ตึก 7 ชั้น ทาด้วยสีส้มอ่อนสลับด้วยสีแดงอิฐเพื่อบอกส่วนที่เป็นระเบียงของห้องแต่ละห้อง ในแต่ละชั้นจะมีอยู่ 6 ห้องซึ่งราคาห้องที่ผมได้นี้หาได้ยากมากที่จะได้ห้องราคาถูกขนาดนี้ในย่านสังคมเมืองนี้ แต่ถ้าเทียบกับค่าที่พักจากระยองที่ผมย้ายมา ก็แพงกว่าจนไม่อยากจะเอาลบหาส่วนต่างเลย เอาเถอะ ก็เราเลือกแล้ว
"กล้า พี่ไปก่อนนะ โชคดีกับชีวิตในกรุงเทพหละ"
"ขอบคุณนะครับพี่เจษ มีโอกาสมากินข้าวด้วยกันนะคับ แต่พี่เลี้ยงผมนะ 555+ ล้อเล่นพี่ ผมต้องเลี้ยงพี่สิ"
หลังจากพี่เจษช่วยขนของให้ผมเสร็จพี่เจษก็รีบบึ่งรถกลับบ้านทันที เพราะพี่แกได้บอกกับแฟนแกไว้ว่าจะรีบกลับให้ทันอาหารเย็น (จะทันไหมเนี่ย) ผมเดินเข้าไปในห้องของผมที่ตอนนี้ดูเหมือนว่าผมยังคงต้องเหนื่อยต่อไป อีก
ก๊อกๆๆ!?
เอ๋ ใครมาเคาะห้องเรา ผมเพิ่งมาอยู่ก็มีคนมาต้อนรับเลยหรอ หรือว่าจะพวกรีดไถ (ดูหนังมากไปแน่ๆ) เอาเถอะตอนนี้ผมก็ไม่มีอะไรจะให้มันหรอกนอกจากไส้
ผมเปิดประตูออก "ครับ มีอะไรหรอครับ"
ที่หน้าประตูห้องผม มีผู้หญิงวัยกลางคนสวมเสื้อแขนกุดสีเขียวกางเกงขาสั้นสีไข่มุก เธอทำหน้าตาตื่นเหมือนหนีใครมาซักคน
"โทษนะ น้องใช่ไหม ที่ย้ายมาใหม่ คือตอนนี้พี่ลืมกุญแจห้องเข้าห้องตัวเองไม่ได้ แต่พี่ปวดฉี่มากเลยอะ ขอใช้ห้องน้ำหน่อยนะ" ว่าแล้วหล่อนก็เดินเข้ามาโดยไม่สนใจในคำตอบของผมเลย
"ห้องผมยังไม่ได้จัดนะพี่" ผมไม่รู้จะพูดอะไรกับเธอ แต่ไอ้คำว่าห้องรกตอนนี้คงจะไม่มีความหมายหรอก ก็พี่เค้าเข้าไปใช้บริการห้องน้ำผมแล้วหนิ
ผมไม่ได้ปิดประตูห้องเพราะเห็นว่ามีผู้หญิงอยู่ในห้อง ผมจึงค่อยๆจัดของในห้องไป ไม่นานนักผมสังเกตเห็นผู้ชายคนหนึ่งน่าจะอายุซัก 30 กว่าๆแล้วมาเดินวนไปวนมาหน้าห้องผม แต่ผมก็พยายามไม่สบตาเค้า
"พี่ครับพี่ เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า ทำไมเข้านานจัง ผมอยากได้น้ำมาเช็ตโต๊ะหน่อยหน่ะครับ มันเปื้อนฝนหมด" ผมเห็นว่าพี่ผู้หญิงคนเมื่อกี้เข้าห้องน้ำห้องผมมานานเกือบ 30 นาทีแล้วจึงลองเรียกเธอดู
"อ่อจ้าๆ เสร็จแล้ว"
เมื่อเธอเปิดประตูออกมา ผมสังเกตได้ว่าตาเธอแดงก่ำ เหมือนร้องไห้ ไม่สิร้องไห้แน่ๆ ผมงงมากว่าเกิดอะไรผมเลยต้องถามเธอ
"พี่เป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมเหมือนพี่ร้องไห้เลย"
"เอ่อ เปล่าๆ ไม่มีอะไรน้องไปเอาน้ำเถอะ"
"อีจุ๋ม อะไรเนี่ย โกรธกูขนดต้องเอาชู้มาพักหอนี้ด้วยเลยหรอ" เสียงตะโกนมาจากประตูหน้าห้อง ทำให้ผมต้องเหลียวไปดู เจ้าของเสียงคือพี่ชายคนที่เดินวนเวียนอยู่หน้าห้องผมเมื่อกี้นี่เอง
"เออ ทำไม นี่แหละผัวน้อยกู ทีเมิงยังมีได้เลย" ไม่ทันไรพี่ผู้หญิงก็มาควงแขนผม ซึ่งผมตกใจจนไม่รู้จะพูดอะไร
"เมิงไอ้เวร ไม่รู้ซะแล้วว่าเมียใคร" พี่ผู้ชายรีบเดินเข้ามาคงจะตะบั้นหน้าผมเต็มที่
"อย่านะเว๊ยไอ้ภาค เมิงไม่มีสิทธิมาตีคนของกู เมิงก็ไปอยู่กะอีแวว คนของเมิงโน่น"
"จุ๋ม ภาคไม่มีอะไรกับแววนะ จุ๋มเข้าใจผิด ภาคก็แค่ไปกินเหล้ามันก็มายุ่งกับภาคเอง"
"กูไม่เชื่อ เมิงยังยิ้มให้มันอยู่เลย ตอนกูไม่อยู่เมิงสนุกกับมันจนหัวกูมีเขาเท่าไหร่ไม่รู้"
"จุ๋ม ไม่จิงนะจ๊ะ"
ผมทำอะไรไม่ถูก ปล่อยให้ 2 คนนี้เค้าถกเถียงกัน กลัวก็แต่กำปั้นที่พี่ผู้ชายกำหมัดอยู่จะลอยมาสอยยที่หน้าผมเอา แต่อพาตเม็นท์นี้มีคนอยู่คนเดียวที่ไหนหน้าห้องผมจึงเต็มไปด้วยเหล่าไทยมุง
"เอ่อพี่ครับ คือว่า.." ผมพยายามจะขอมีบทพูดบ้าง
"เมิงไม่ต้องไอ้หน้าเด๋อ เมิงต้องเจอหมัดกูแน่"
ขณะที่พี่ผู้ชายกำลังจะยัดกำปั้นมาให้ผมเต็มที่ บรรดาไทยมุงที่หน้าห้องผมจึงรีบมาช่วยหยุดยั้งไว้ก่อน
"พี่ภาค ใจเย็นๆพี่ ค่อยๆคุยกัน" เสียงนี้เป็นเสียงของน้องผู้ชายที่ใส่ชุดนักศึกษาสถาบันหนึ่ง
"ไอ้ภาค มึงอย่าใจร้อน จุ๋มทำอะไรมั่งสิ" พี่ผู้ชายคนหนึ่งที่สะพายกีตาร์มาด้วย พยายามให้พี่ผู้หญิงช่วยแก้ไขสถานะการณ์ให้ดีขึ้น
"เห้ยเอ็งอะ หนีไปก่อนไป เดี๋ยวเอ็งตายนะเว๊ย พี่ภาคแกนักมวยเก่า ต่อยเอ็งคอหักนะเว๊ย" ผู้ชายหน้าตาหล่อเหลาสวมเสื้อเชิ๊ตลายทางพยายามบอกผมให้รีบหนีไปก่อนที่จะเจ็บตัว
"พี่จุ๋มสุดยอดเลย ผู้ชายตีแย่งกัน ถึงเรื่องนี้จะเกิดบ่อยกับเนมแต่ก็นะ อิอิ" พี่สาวท่าทางดูเซ็กซี่อีกคนดูเหมือนจะเชียร์ให้เกิดมวยกันมากกว่าคนอื่น
"พี่เนม พูดให้มันแย่ลงไปทำไมเนี่ย พี่ภาคใจเย็นๆคะ พี่จุ๋มทำอะไรซักอย่างสิพี่" ... สาวน้อยน่ารักคนนี้เป็นใครนะ ...แต่ตอนนี้ชีวิตผมสำคัญกว่า
"จู่มภาคไม่มีอะไรกับแววจริงๆ ทำไมจุ๋มเอาไอ้นี่มาทำให้ภาคช้ำใจ" ยิ่งพี่ผู้ชายพูดอย่างนี้ พี่ผู้หญิงยิ่งกอดแขนผมแน่นขึ้น ผมก็ทำอะไรไม่ถูกเหมือนเดิม
"เกิดอะไรขึ้นค่ะเนี่ย.." เสียงจากที่หน้าห้องประตูผม จากน้องคนที่คอยดูแลห้องพักแห่งนี้ ช่วยเบี่ยงสายตาทุกคน ให้ละจากเราทั้ง 3 คนไป
"แหวน ไอ้เด็กใหม่คนนี้มันเป็นชู้จุ๋มใช่ไหม" พี่ผู้ชายที่จะต่อยหน้าผมถามน้องผู้เฝ้าที่พัก
"พี่ภาค อะไรค่ะเนี่ย ชู้เช้อที่ไหนเล่าพี่คนนี้เค้าย้ายมาจากระยอง จากที่แหวนบอกเมื่อวันที่แล้วไง ถ้าเป็นชู้พี่จุ๋ม แหวนไม่เอามาห้องนี้หรอก เอ๊ยไม่ใช่พี่จุ๋มมีชู้ที่ไหนเล่า"
หลังจากที่ทุกคน ฟังคำอธิบายเสร็จก็หันมามองหน้าผมซึ่ง ยิ้มเนือยๆอยู่
.......................
ฝนยังไม่หยุดตกเลย ท่าทางวันนี้จะตกจนถึงเย็นแน่ๆ และตอนนี้ผมยังคงมองมันอยู่เรื่อยๆ แต่ก็บอกกับตัวเองว่า ขออีกซักหน่อย จะกลับไปทำงานที่ค้างไว้แน่นอน
ก๊อกๆ!!?
ใครมาเคาะประตูตอนนี้นะ
ผมละสายตาจากเมฆฝนเดินไปเปิดประตูเพื่อดูว่าใครมาที่ห้องผม อ่าวคุณอุ้มนี่เอง แต่มาพร้อมไม้กวาดและที่ตักผง
"พนักงานเคลียสถานที่มาแล้วค่ะ"
.. "อะไรครับคุณอุ้ม" ผมถามด้วยความงง
"รบกวนด้วยนะครับพี่ต่อ"
"ไอ้บุ้ง มีอะไรเนี่ย" ผมยิ่งงงเข้าไปอีก
"ขอบใจนะ" คนพูดพูดพร้อมตบบ่าผมหลายๆที
"พี่ฟาน... เห้ยเกิดอะไรเนี่ย บอกผมก่อนดิ๊" ...
"ไอ้กล้า เป็นไงเพื่อน"
"อ่าวไอ้ต่อ เมิงไม่ได้ไปนอน อุ๊บ.." ไอ้ต่อรีบปิดปากผมแล้วค่อยๆกระซิบบอกผมว่า "ไอ้บ้าเดี๋ยวคุณอุ้มได้ยิน น้องปอยเค้าไม่ว่างเว๊ย เมื่อนคืนกูเมาเลยนอนห้องพี่ฟานแทน พี่ฟานแกเอากูขึ้นมาห้องแต่กูลืมกุญแจไว้กับน้องปอยเลยเข้าห้องไม่ได้"
"เอ่อๆ" ผมกระซิบตอบมัน
"เอ้าทุกคนถอยหน่อย อุปกรณ์สุกี้มาแล้วจ้า" พี่จุ๋ม พี่วิภาค และเจ๊เนม ถืออุปกรณ์ทำอาหารมาที่ห้องของผม
"อ๋อ อย่างงี้นี่เอง" ผมเริ่มจะเข้าใจ
"สุดหล่อ ฝนมันตกน่ะจ๊ะ ขอยืมห้องนีสสนึง ช่วงนี้เข๊ก็บ่จี้ด้วย อุอุ"
"เจ๊เนม ไม่ต้องเลยครับ แล้วทำไมทุกคนต้องพร้อมใจมาห้องผมเนี่ย"
"ห้องนี้มันกว้างดี ของห้องมึงมันน้อยหวะกล้า 55+"
"เหอๆพูดได้ดีต่อ ที่สำคัญกินเสร็จมันก็เหม็น"
"พี่ภาค ตรงไปป่าวค่ะ"
"คุณอุ้มครับ ไหนบอกจะออกไปข้างนอกไงครับ"
"ไม่ไปแล้ว ของกินสำคัญกว่า อิอิ"
"อ่าว พูดกันอยู่นั่นแหละ จะกินก็มาช่วยกันทำสิค่ะ ไม่ฟรีนะมื้อนี้ คนละ 50 ที่เหลือเจ๊เลี้ยง"
"โอ๊ว...เจ๊ใจดี" พี่ฟานปรบมือเสริม
ท่ามกลางความวุ่นวายของเมืองกรุง มีห้องสี่เหลี่ยมห้องหนึ่ง ซึ่งเป็นพื้นที่ใหม่เมื่อ 3 เดือนที่แล้วของผม ที่ที่ผมมักจะใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในวันหยุดอยู่ที่นี่ มันกำลังดูคึกคักท้าทายสายฝนที่กำลังตกกระหน่ำอยู่ตอนนี้ ผมเดินไปปิดไฟลล์งานที่ทำค้างไว้ที่คอมพิวเตอร์ พร้องเพิ่มเสียงเพลงให้ดังขึ้นอีกนิด เดินยิ้มเข้าไปช่วยกลุ่มคนที่เข้ามาวุ่นวายห้องของผม ความฝันยังคงไข่วคว้า แต่ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อ ผมชอบสายฝนจริงๆ
.....
01 September ที่ปรึกษา...(เกิดปัญหา)ความจริงแล้ว ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบไปยุ่งกับใครเท่าไหร่ ผมว่าผมวางตัวไม่ค่อยเป็น ทั้งๆที่ดูตามนิสัยและ สันดา...
แล้วเนี่ยค่อนข้างจะเป็นคนพูดมาก แล้วก็ชอบเล่นมุขเห่ยๆ ก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไร แต่ก็นะ ผมนี่แหละ เป็นคนอยู่กับคนยากสุดๆเลย
ด้วยความที่ตัวเองเป็นคนขี้กังวล จากนิสัยเดิมๆ ทำให้กลัวพูดอะไรไปแล้วมันจะไปทำให้เค้าติดภาพลบกับเราหรือเปล่า ดังนั้นผมจะพยายามไม่พูดก่อน (ไม่ดีนะครับเด็กๆ) มันเป็นปัญหากับผมพอสมควรครับ
แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรื่องในวันนี้ ความจริงแล้วผมก็เคยได้รับหน้าที่อันนี้มาหลายครั้งจากคนที่อยากระบายหรือไว้วางใจ นั้นๆ แต่มันทำให้ผมรู้สึกดีและไม่ดีต่างกันไปนะ (อ่านไปแล้วไอ้ข้างบนก็ไม่เห็นเกี่ยวมะเขืออาราย)
ที่ปรึกษา ตามความหมายในพจนานุกรมฉบับเขียนขึ้นเอง หน้า 98/1 วรรค ก บรรทัดที่ 985 หมายถึง บุคคลที่คอยให้คำปรึกษา (ง่ายไปไหม) เหอๆ หมายถึงบุคคลบุคคลหนึ่งที่คอย รับฟัง สนับสนุน หรือแนะนำ ให้แก่บุคคลที่เป็นเหยื่อ (55+) ในเรื่องต่างๆ ที่มีประเด็นหลักต่อการปรึกษา เพียง 1-2 ประเด็น
ถ้ามีคนรับปรึกษามากกว่านี้ก็ตลกดีนะ เช่น
เหยื่อ: "เห้ยเอ็ง ขอรับการปรึกษาหน่อยดิ๊ คืองี้หวะ ตูทะเลาะกะแฟนมา ตูควรทำยังไงดีฟระ"
ที่ปรึกษา: "อ่อ...เรื่องมานเป็นไงละ ...."
เหยื่อ: "เออ เด๊วก่อน ขอปรึกษาอีกเรื่องเมื่อเช้านี้แม่ตู ด่าว่าไม่รู้จักทำงานทำการ ตูละเซงเลยออกมา เอ็งว่าเอางายดีวะ"
ที่ปรึกษา: " -*- (เมื่อกี้เอ็งคุยเรื่องแฟนไม่ใช่หรื๊อ) อ่าแม่เอ็งเค้าห่วงเอ็งอะ อย่าไปคิดมากเค้าหวังดีน่า"
เหยื่อ: "เห้ยเอ็งขอปรึกษาอีกเรื่องดิ เมื่อวานนี้หวะ ถูกล้วงกระเป๋าในสถานีตำรวจ ตูควรแจ้งความไหมวะ"
ที่ปรึกษา: "...(แล้วเมิงไปสถานีตำรวจทำแป๊ะอารายพี่น้อง)"
เหยื่อ: "เห๊ยขออีกเรื่องดิ เมื่อวานซื้อลูกชิ้นมากินหวะ อร่อยมาก วันนี้กะจะกิน ไส้กรอก แต่ลูกชิ้นเมื่อวานก็อร่อยดี กินอะไรดีวะ"
ที่ปรึกษา: "เอ๊า เมิงอยากกินก้อกินมันสองอันดิว๊า"
เหยื่อ: "เอออีกเรื่องหวะ ...."
ที่ปรึกษา: "ตูว่าเมิงไปตายไป๊"
....
คงปวดหัวน่าดูนะครับ
มนุษย์เรามีสมองพัฒนามากว่าสัตว์โลกชนิดอื่นๆ จึงมีเรื่องให้คิดมากกว่า เพื่อเป็นการเปิดมุมมอง หรือระบายความเครียดจึงควรมี หนึ่งตัวช่วยเสมอ
บทสรุปของที่ปรึกษามีไม่กี่แบบครับ
แบบที่ 1: ผู้แนะนำที่ดีหรือที่ปรึกษาระดับ Expert ระดับนี้จะได้รับความไว้วางใจเพิ่มอีก 1 พ๊อยด์(หรืออาจถึงขั้นสูงสุด) นั่นคือตอบตรงประเด็น คำแนะนำบาดใจ ขั้นแทงข้างไหนก็ทะลุหัวใจ เหยื่อ จะมีความรู้สึกที่ดี โดยส่วนมากถ้าที่ปรึกษาสามารถเดาใจได้ว่าเหยื่อต้องการคำตอบแบบไหนในใจบ้าง เหยื่อยิ่งจะแฮปปี้ ถ้าเป็นที่ปรึกษาระดับนี้ มักจะได้รับความไว้วางใจ ให้ทำงานในขั้นต่อไป
แบบที่ 2: ผู้ช่วยที่ปรึกษา ระดับนี้เวลาเหยื่อได้รับคำแนะนำ อาจจะรู้สึกโอเคเป็นส่วนใหญ่ แต่อาจจะมีบางคำหรือบางความรู้สึก ที่เรียกง่ายๆว่า "มันยังไม่ค่อยโดนหวะ" ซึ่งจะช่วยลดระดับความเครียดหรือสงสัยจากเหยื่อได้บ้าง แต่เหยื่ออาจจะไปรับบริการจากเจ้าอื่นเพิ่มเติม หรือไม่ก็พอแค่นั้นเหมือนแบบที่ 1 ก็ได้ขึ้นอยู่กับระดับความแรงของเรื่องและความคิดของเหยื่อประกอบกัน
แบบที่ 3: ที่ปรึกษาวิชาการ แบบนี้ไม่มีอะไรมากตรงๆตัว ที่ปรึกษาต้องมีความรู้ในด้านวิชาการที่ตรงประเด็น หากหลอกเหยื่อไป โกหก หรือเดาแบบสุ่มๆ อาจจะไม่ได้รับความไว้วางใจจากเหยื่อได้เมื่อเหยื่อรู้ตัว คอนเซ็ปของที่ปรึกษาแบบนี้มีอยู่ว่า "เข้าใจ ถูกต้อง ตรงประเด็น" ที่ปรึกษาระดับนี้มักเป็นตัวทำเงินให้หลายๆบริษัท หรืออาจจะไปเป็นอาจารย์ก็ได้ เป็นอาชีพได้ดีนักแล
แบบที่ 4: ที่ปรึกษาหมาหยอกไก่ ที่ปรึกษาแบบนี้ คือเหยื่ออาจจะมีจุดประสงค์อย่างอื่นที่อาจจะทั้งเกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ถาม แต่ต้องการอะไรซักอย่าง ซึ่งมันก็คืออะไรซักอย่าง บางที่ผู้ที่เป็นที่ปรึกษาเองก็อาจจะตกเป็นเหยื่อเองได้ เช่น ทำเป็นถามเพื่อขอยืมเงิน หรือหลอกลวงเอาความลับอะไรบางอย่าง
แบบที่ 5: ที่ปรึกษาภาคบังคับ ใครที่ตกเป็นที่ปรึกษาแบบนี้จำเป็นต้องทำใจนิดหน่อย เพราะเหยื่อมักจะไม่ตองการรับคำแนะนำ เพียงแค่ต้องการระบาย เล่าเรื่อง หรือเรียกร้องความสนใจอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งหมด หากที่ปรึกษาได้เผลอให้คำแนะนำไป เหยื่อมักจะมีข้อโต้แย้ง หรือสวนกลับด้วยกระสุน RPG (มั่วเลยกรู) กลายเป็นว่า คนที่เครียดจะกลายเป็นที่ปรึกษาเอง หรืออาจจะเครียดทั้ง 2 ฝ่ายได้ ขอให้ที่ปรึกษาที่ตกเป็นเป้าระดับนี้ว่า "เงียบไว้ก่อน ปล่อยมันพูดไป" หรือบางครั้งที่ปรึกษาแบบนี้มักจะเสียสติ ด่าเหยื่อไปเรย "เมิงจาเอางายแสดดดด"
แบบที่ 6: ที่ปรึกษาห่วยแตก ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าแย่จัด ที่ปรึกษาระดับนี้มาจากการตอบคำถามไม่ตรงประเด็นหรือหน้าตาบ่งบอกว่าไม่น่าจะตอบคำถามหรือช่วยเหลือเหยื่อได้ บางทีเหยื่ออาจแค่จะลองถามดูหรือหาสุนัขตัวไหนไม่ได้แล้วจริง ก็เอาไอ้นี่แหละวะ บางครั้งอาจเป็นผลพวงมาจากที่ปรึกษาแบบที่ 5 ก็เป็นได้ ทางออกสำหรับที่ปรึกษาแบบนี้ คือ "ทำตัวไม่ว่างไว้ก่อน"
แบบที่ 7: ที่ปรึกษาแบบจำใจ ที่ปรึกษาแบบนี้อาจจะมีปัญหาเดียวกับเหยื่ออยู่แล้ว ขนาดถึงขั้นตูก้อไม่รุจาเอาไงกะชีวิต เมิงจะมาถามทำสากอาราย แต่บางทีความทุกข์ของที่ปรึกษาและเหยื่อที่มีอยู่ อาจจะช่วยเหลือเกื้อกูลจนเป็นความเข้าใจกันได้ ซึ่งมีหลายคู่ที่ได้กันจากที่ปรึกษาแบบนี้แหละ แบบว่าเห็นใจกันว่างั้น หรือไม่ก็เกิดเป็นกรณี เช่น เพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อ ตูแอบรักเมิงแล้วยังต้องมาเป็นที่ปรึกษาเมิงอีก อย่างงี้ก็เข้าข่ายเป็นที่ปรึกษานี้
แบบที่ 8: ที่ปรึกษาแบบอื่นๆ คนเขียนตั้งแบบนี้ไว้เพื่อความครอบคลุมจักรวาล กลัวเขียนไม่ครบ 555+ ที่ปรึกษาแบบนี้คือแบบอื่นๆที่ไม่สามารถไถลักษณะเข้าได้ทั้ง 7 แบบ เหอๆง่ายเนอะ
ประเด็นของที่ปรึกษาที่ดี น่าจะมาจากการเดาใจเหยื่อให้ได้ก่อนว่าเหยื่ออยากจัดให้เมิงเป็นแบบไหน แล้วทำการวางตัวให้ถูก ผมเองก็มักจะได้รับการเป็นที่ปรึกษามาก็เรียกได้ว่าเป็นทั้งแบบที่ 1 - 7 ไปเลย (8 นี้คิดไม่ออก) ซึ่งผมต้องเล่นเกมเดาใจอยู่มากทีเดียว
ประเด็นอีกเรื่องที่สำคัญสำหรับที่ปรึกษาทั้งหลาย คือ "เมื่อเหยื่อรับการใช้บริการถ้าไม่มีการบ้านจากเหยื่อก็ขอให้จบเรื่องนั้นไป" ที่ปรึกษาบางคนชอบเอามาคิดประดับสมองต่อ ซึ่งจะทำให้สุขภาพจิตเสีย เอิ๊กๆ จบเรื่องของคนอื่นก็มาแก้ปัญหาของตัวเองก็พอ เราไม่ได้เป็นมือโปร ขนาดมือโปรยังไม่กลับเอามาคิดเลยครับ เพราะหนึ่งๆวันเค้าต้องบริการหลายคนเลยแหละ ดังนั้นใครที่จบจากการทำหน้าที่นี้แล้วกลับมาเครียดเนี่ย ก็ต้องคิดกันใหม่ครับ บอกตัวเองไปว่า ช่างมาน....(อยากบอกว่าตูก็เคยเปง)
จบแล้วจ้า ... ซะงั้น(ห้วนมาก)
|
|||||||||||||||||
|
|